บทที่ 15 เข้าเมืองซื้อของ
หมู่บ้านที่หลินเยว่นางมาอยู่ นางก็เพิ่งจะรู้ว่าเรียกว่า หมู่บ้านจิ่วหาน อยู่ที่เมืองหานตง ทิศตะวันออกของแคว้นต้าเยี่ยน หากจากเมืองหลวงถึงสองพันลี้ (1ลี้=500เมตร)
ทั้งสองจ่ายค่าเกวียนวัวเพื่อเดินทางเข้าเมืองคนละสามอิแปะ ต้องนั่งเกวียนไปถึงหนึ่งชั่วยาม (1ชั่วยาม=2ชั่วโมง) กว่าจะเดินทางถึงตัวเมืองหานตง หากเดินเท้าเลี่ยงรุ่ยบอกว่าต้องมีถึงสองชั่วยามกว่าจะถึง
หลินเยว่สีหน้าของนางหมองลง นางต้องนั่งอยู่ในเกวียนวัวที่โขยกเขยกเช่นนี้ไปตลอดทางเลยหรือ
เพราะความที่นางไม่เคยนั่งมาก่อน จึงทำให้การทรงตัวของนางไม่ค่อยจะมั่นคงนัก ยังดีที่เลี่ยงรุ่ยช่วยโอบประคองนางไว้ มิเช่นนั้นนางคงได้หน้าทิ่มลงพื้นเกวียนตั้งแต่เดินทางออกจากหมู่บ้านแล้ว
พอมาถึงที่ประตูเมือง ลุงถังคนขับเกวียนก็นัดแนะเวลาเดินทางกลับหมู่บ้านกับพวกเขา ก่อนที่เลี่ยงรุ่ยจะเดินพาหลินเยว่นางไปจ่ายค่าผ่านทางเข้าเมืองแล้วพากันเดินเข้าไปด้านใน
หลินเยว่มองผู้คนที่เดินสัญจรไปมา พร้อมกับร้านค้าที่ละลานตาไปหมด ชาวบ้านส่วนมากที่นำผักป่าหรือเนื้อสัตว์เข้ามาขาย หากไม่ไปส่งที่เหลาอาหารก็จะนำมาวางขายแบกับดินอยู่ที่ใกล้ประตูเมือง
“ทางด้านทิศใต้ก็ยังมีตลาดเช่นนี้อีก หากเจ้าอยากเที่ยวดูไว้ข้าจะพาไป” เลี่ยงรุ่ยเห็นว่านางสนใจจึงเอ่ยบอกนาง
“วันนี้คงยังไม่ไปดู มีของที่ต้องซื้ออีกไม่น้อยข้ากลัวจะไม่ทันกลับพร้อมเกวียนวัว” นางไม่มีทางยอมเดินอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นก็ต้องเสียเงินจ้างเกวียนวัวกลับหมู่บ้านแทน
“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด” เลี่ยงรุ่ยเดินไปที่ร้านขายข้าวสารก่อนเป็นอันดับแรก แต่มิใช่ร้านที่จางซุนเป็นหลงจู๊แต่อย่างใด เพราะร้านของจางซุนขายราคาแพงกว่าร้านอื่นถึงสามอิแปะต่อชั่ง (1ชั่ง=500กรัม) ข้างร้านขายข้าวสารยังมีร้านขายไหและเครื่องเคลือบอยู่ด้วย จึงไม่ต้องเดินไปหาซื้อที่ใดให้ยุ่งยาก
หลินเยว่เมื่อเห็นขวดเครื่องเคลือบและตลับเครื่องเคลือบดวงตาของนางก็เปล่งประกายออกมา ก่อนจะเดินเข้าไปเลือกดูอย่างสนใจ
“ฮูหยิน ท่านต้องการสิ่งใดหรือขอรับ” เสี่ยวเอ้อเดินเข้ามาถามหลินเยว่ เมื่อเห็นนางเดินเข้ามาในร้าน
“ข้าอยากดูขวดกระเบื้องและตลับเท่านี้มีหรือไม่” นางทำมือให้เขาดูว่านางต้องการขนาดประมาณไหน
หลินเยว่นางต้องการขวดกระเบื้องเพื่อนำไปใส่สบู่เหลว ส่วนตลับนางต้องการนำไปใส่ลิปสติกที่นางคิดจะทำออกมาวางขาย
“ท่านลองเลือกดูขอรับ” เสี่ยวเอ้อ นำขวดและตลับหลายขนาดออกมาให้หลินเยว่นางได้ดู
ทุกแบบนางล้วนแต่ชื่นชอบทั้งสิ้น แถมยังคิดไว้แล้วด้วยว่าขวดสีนี้จะใส่ครีมอาบน้ำกลิ่นไหน หรือตลับลายไหนจะใส่ลิปสีใดดี
เลี่ยงรุ่ยเมื่อซื้อข้าวสารเรียบร้อยก็เดินเข้ามาหานางที่ด้านในร้าน เขาปล่อยให้หลินเยว่ได้เลือกดูของอย่างเต็มที่ โดยที่เขาไปนั่งรออยู่ด้านข้างของร้านแทน
“ราคาเท่าใดรึ” นางชี้ไปที่ขวดและตลับเคลือบที่วางอยู่ด้านหน้าของนาง
“ขวดเล็กสองตำลึง ขวดใหญ่สามตำลึง ตลับขนาดสองร้อยอิแปะ ตลับขนาดใหญ่สามร้อยอิแปะขอรับ”
หลินเยว่กลืนน้ำลายลงคอทันที เมื่อนางได้ยินราคาของเครื่องเคลือบ
“ขอบคุณเจ้าค่ะ ไว้ข้าขอตัดสินใจก่อน” นางยิ้มแห้งมองเสี่ยวเอ้อ ก่อนที่จะเดินไปหาเลี่ยงรุ่ยแล้วรีบดึงเขาให้ออกเดินไปทันที
“หึหึ เป็นอันใดไป” เขาหยอกล้อนางที่ยังมีสีหน้าตกตะลึงไม่หาย
“แพงมาก” นางกระซิบบอกเขา
เมื่อก่อนซื้อของแทบไม่ต้องเอ่ยถามราคา แต่มาในยามนี้เงินที่ตัวก็มีไม่มาก จะซื้อสิ่งใดต้องคิดแล้วคิดอีก และนางก็ไม่คิดว่าราคาเครื่องเคลือบจะแพงเช่นนี้
“ข้าคิดว่าเจ้ารู้ราคาแล้วเสียอีก”
“จะรู้ได้อย่างไรเล่า” นางอดจะมองค้อนเขาไม่ได้ นางเพิ่งจะมาถึงได้กี่วันกันเอง
หลินเยว่เปลี่ยนความคิดทันที ที่จะนำสบู่เหลวออกมาขายในตอนนี้ เพราะราคาต้นทุนที่สูงจนนางต้องยอมถอยออกมา
“จะไปที่ใดต่อ” เลี่ยงรุ่ยเห็นหลินเยว่เหมือนจะมองหาอะไร จึงได้เอ่ยถามออกมา
“ข้าอยากจะไปดูร้านเครื่องหอม หรือเครื่องประทินโฉม” นางไม่รู้ว่านางเรียกถูกหรือไม่ หากอิงตามนิยายที่อ่านมาก็เรียกเช่นนี้ทั้งนั้น
“ได้ เดินไปอีกสองถนนก็พบแล้ว” เลี่ยงรุ่ยเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น เพราะเมื่อครู่หลินเยว่นางเสียเวลาอยู่ที่ร้านเครื่องเคลือบเป็นเวลาไม่น้อย
หากนางจะต้องไปอีกสองร้านก็กลัวว่าจะกลับไปเอาของที่ฝากไว้ และไปที่เกวียนที่จอดรออยู่หน้าประตูเมืองไม่ทัน
ร้านเครื่องหอมที่เลี่ยงรุ่ยพามา เป็นร้านใหญ่ไม่น้อย แต่ของด้านในก็มีเพียงแค่ถุงหอมกับกำยานที่ใช้จุดเท่านั้น กลิ่นที่มีก็เป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ
นางหยิบถุงหอมขึ้นมาดูอย่างสนใจ กลิ่นมีให้เลือกอยู่ไม่น้อย แต่นางก็ยังไม่เข้าใจว่าเพียงแค่ห้อยไว้ที่เอว จะส่งกลิ่นหอมออกมาได้มากเพียงใด หลินเยว่จึงได้ซื้อกลับมาหนึ่งถุง ตอนที่จ่ายเงินมือของนางก็สั่นไม่น้อย เพราะต้องเสียเงินไปถึงสองตำลึงเงิน
ราคาที่นางเสียไปเป็นราคาที่ถูกที่สุดในร้านแล้ว นางไม่อยากจะเชื่อ เพียงแค่ถุงผ้าปักลวดลายสวยๆ ใส่กลีบดอกไม้แห้งเพียงเล็กน้อย จะมีราคานับสิบตำลึงเงิน ของนางที่ซื้อกลับมา ถุงผ้ามิได้มีลวดลายอันใด ราคาจึงเพียงแค่สองตำลึงเงินเท่านั้น
หลินเยว่ มิได้เอาถุงหอมห้อยไว้ที่เอว เพราะนางลองแล้ว กลิ่นที่ออกมาก็ไม่เห็นจะชัดเจนเท่าไหร่ นางจึงลองใส่ไว้ในอกเสื้อของนางแทน
“เจ้าทำอันใด” เลี่ยงรุ่ยตกใจไม่น้อย เมื่อเห็นหลินเยว่นางล่วงเข้าไปในสาบเสื้อระหว่างที่เดินอยู่บนถนน
“ข้าว่าห้อยไว้ที่เอว กลิ่นมันไม่หอมมากนัก จึงลองใส่ไว้ที่อกเสื้อแทน”
“หลิน เยว่” เลี่ยงรุ่ยเอ่ยเสียงลอดไรฟันออกมาอย่างไม่พอใจ เขาจะบอกนางเช่นไรดีว่าสตรีมิควรกระทำเช่นนี้ในสถานที่โล่งแจ้ง
“โอ๊ะ” แต่ดูเหมือนหลินเยว่นางไม่ได้สนใจเสียงตำหนิของเลี่ยงรุ่ย เพราะนางเห็นร้านเครื่องประทินโฉมจึงได้เร่งฝีเท้าไปทันที
และนางก็ไม่ได้ทันมองว่านางเพิ่งจะเดินผ่าน บุรุษและสตรีคู่หนึ่งที่มองมาทางนางอย่างประหลาดใจ
